วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แนวคิดทฤษฎีของนักจิตวิทยา (ต่อ)

องค์ประกอบที่ทำให้เด็กเกิดความพร้อมในการเรียน

วุฒิภาวะ (Maturity) การเจริญทั้งร่างกาย จิตใจ
ประสบการณ์เดิม (Experience)
การจัดบทเรียนของครู โดยดูพื้นฐานของเด็กว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบางมากน้อยเพียงใด
การสอนของครู ครูควรสอนเมื่อนักเรียนมีความพร้อม และครูเป็นผู้สร้างความพร้อมให้กับนักเรียน

ลำดับขั้นความต้องการ ความต้องการ แบ่งเป็น 2 ประเภท
  - ความต้องการทางกาย ต้องการอาหาร น้ำ เพศ
  - ความต้องการทางจิตใจ ความรัก

มาสโลว์ (Maslor) ความต้องการของมนุษย์แบ่งได้ 5 ขั้น

   - ความต้องการทางร่างกาย หิว กระหาย เพศ
   - ความต้องการทางความปลอดภัย
   - ความต้องการทางความรัก
   - ความต้องการทางเกียรติ ชื่อเสียง
   - ความต้องการในการยอมรับความสามารถ
      อารมณ์และการปรับตัว (Emotion and Adjustment) เป็นความรู้สึกที่เกิดจากการถูกกระตุ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเร้าภายใน แรงขับ สิ่งเร้าภายนอก อารมณ์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทาง ร่างกาย จิตใจ อารมณ์เกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ
      -  อารมณ์ บวก พอใจ ดีใจ
      -  อารมณ์ทางไม่ดี โกธร เสียใจ อิจฉา

ความรุนแรงของอารมณ์ขึ้นอยู่กับ
      - สถานการณ์ อากาศเย็นทำให้อารมณ์ดี
      - สภาพร่างกาย ร่างกายสมบูรณ์ก็ทำให้อารมณ์ดี
      - ทัศนคติ แนวโน้มที่ชอบหรือไม่ชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมทำให้อารมณ์เสียได้ง่าย
นักจิตวิทยาได้กล่าวถึงกลวิธีในการปรับตัว (Defense mechanism) มีหลายวิธีการ สรุปได้ดังนี้
      การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง (Rationalization) ไม่ยอมรับตนเองโดยหาเหตุผลมาลบล้าง
การอ้างว่าชอบหรือไม่ชอบ
      องุ่นเปรี้ยว
      มะนาวหวาน
การโยนความผิดไปให้ผู้อื่น (Projection) เอาความผิดของคนอื่นมาลบล้างความผิดของตน
      รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
      สอบตกแล้วว่าอาจารย์สอนไม่ดี
การปรับตัวโดยหาสิ่งอื่นมาแทนที่ (Substitution)
      การชดเชย (Compensation)
      การทดแทน (Sublimation)
      การชดเชยไม่ต้องแทนสิ่งที่เหมือนกัน การทดแทนแทนด้วยสิ่งที่เหมือนกัน

การเก็บกด (Repression) วิธีการลืมเหตุการณ์หรือความคิดที่ไม่ถูกต้องที่อยู่ในจิตใต้สำนึก
การย้ายอารมณ์ (Displacement) เป็นการการย้ายอารมณ์ที่ไม่พอใจจากสิ่งหนึ่งไปสิ่งหนึ่ง โกธรกับผัวที่บ้า ไประบายอารมณ์กับนักเรียน
การจูงใจ (Motivation) การกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การให้รางวัล
การจูงใจประกอบด้วย 2 ส่วน

     แรงจูงใจ (Motivation) สภาวะใด ๆ ก็ตามที่กระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมออกมา
สิ่งจูงใจ (Incentive) รางวัล
การจูงใจจะมีมากน้อยขึ้นอยู่กับ
     1. แรงจูงใจภายใน เป็นพฤติกรรมที่บุคคลต้องการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างด้วยตนเอง เช่น ความต้องการ ความสนใจ ทัศนคติ
     2. แรงจูงใจภายนอก เป็นพฤติกรรมที่บุคคลได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอก เร้าให้เกิดความต้องการ เช่น เงินเดือน คำชมเชย
ทัศนคติ และความสนใจ ความพร้อมของร่างกาย จิตใจที่มีแนวโน้มจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือสถานการณ์ใด ๆ ด้วยการเข้าหาหรือถอยหนี แบ่งเป็น 2 ประเภท
      - ทัศนคติทางบวกหรือทัศนคติที่ดี แนวโน้มที่จะเข้าหาสิ่งเร้า หรือสถานการณ์นั้น ๆ ด้วยความชอบ พอใจ
      - ทัศนคติทางลบหรือทัศนคติไม่ดี แนวโน้มที่จะถอนหนีสิ่งเร้า หรือสถานการณ์นั้น ๆ ด้วยความไม่ชอบ ไม่พอใจ

ลักษณะทั่วไปของทัศนคติ
       -  ทัศนคติที่เกิดจากการเรียนรู้ หรือได้รับประสบการณ์ ไม่ได้ติดตัวมาแต่เกิด
       -  ทัศนคติจะเป็นตัวชี้ในการแสดงพฤติกรรม
       -  ทัศนคติไม่สามารถถ่ายทอด จากบุคคลหนึ่งไปอีกบุคคลหนึ่งได้
       -  ทัศนคติสามารถเปลี่ยนแปลงได้
       -  ทัศนคติจึงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งในการเรียนรู้ของเด็ก

          ความสนใจ (Interest) มีลักษณะใกล้เคียงกับทัศนคติ แต่ความสนใจเป็นส่วนหนึ่งของทัศนคติ ความสนใจเป็นความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ทัศนคติทางบวก) ความสนใจของนักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันเพราะ ความต้องการ ถนัด สภาพแวดล้อมที่ต่างกัน

การสร้างความสนใจ
      ศึกษาความต้องการของผู้เรียน เพื่อจัดกิจกรรมการเรียน สื่อต่าง ๆ
สำรวจพื้นฐานความถนัด
จัดห้อง สภาพแวดล้อมให้น่าสนใจ
เสริมแรงโดยพยายามให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จ
ชี้ทางความก้าวหน้าในการทำงาน เพื่อให้เขามีความสนใจ
ความสนใจ ทัศนคติ จึงเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมการเรียนรู้ที่ดีมาก

มโนภาพ (Concept formation) นักจิตวิทยาเรียกต่างกันไป ความคิดรอบครอบ มโนทัศน์ สังกับConcept การเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ถูกต้องตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
การจำ (Memory) ความสามารถในการสะสมประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับจากการเรียนรู้ แล้วสามารถถ่ายทอดในรูปของการระลึกได้
การจำต้องประกอบด้วยพฤติกรรมต่าง ๆดังนี้

การเรียนรู้
        ความสามารถในการสะสม รวบรวมประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากการเรียนรู้
ความสามารถในการถ่ายทอดได้ สามารถเล่า ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้
      รู้สึกได้
      จำได้
เชาว์ปัญญาและความถนัด
เชาว์ปัญญา (Intelligence) สมรรถภาพของสมองที่แสดงความสามารถด้านความจำ การคิดอย่างมีเหตุผล

Alfres Brnet อัลเฟรด บิเนท์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งเชาว์ปัญญา เป็นคนแรกที่สร้างแบบทดสอบเชาว์ปัญญา

I.Q. (Intelligence Quotient) เกณฑ์ภาคเชาวน์ คือ ความสามารถในการศึกษา อาชีพ การปรับตัว

        140 ขั้นไป = ฉลาดที่สุด

        121 – 140 = อัจฉริยะ

        111 - 120 = ฉลาดมาก

          91 – 90 = ทึบ

           71 – 80 = คาบเส้น

           51 – 70 = ปัญญาอ่อนเล็กน้อย

           26 – 50 = ปัญญาอ่อน

            0 – 25 = โง่บัดซบ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น